Webboard Health Fashion Lifestyle Travel Beauty Other Activity

โรคผอมซ่อนอ้วน (TOFI - Thin Outside, Fat Inside)

    

โรคผอมซ่อนอ้วน (TOFI - Thin Outside, Fat Inside)

               

 

หลายคนพูดว่า ฉันกินอะไรก็น้ำหนักไม่ขึ้น แต่รู้หรือไม่ คนผอม ก็อาจเป็นโรคอ้วนได้ ! แล้วคุณล่ะ ผอมแต่แอบซ่อนไขมันไว้หรือเปล่า?

 

หลายคนอาจจะอิจฉาเมื่อได้ยินใครบางคนพูดอย่างภาคภูมิใจว่า พวกเขารักษาหุ่นผอมบางไว้ได้ง่ายดาย โดยไม่ต้องกังวลว่ากินอะไรเข้าไปบ้าง หรือต้องเหน็ดเหนื่อยไปออกกำลังกาย

 

แต่ในความเป็นจริง คนรูปร่างผอมบางก็อาจเป็นโรคอ้วนได้ ถึงแม้รอบเอวจะเล็กกิ่ว แขนขาจะเพรียวยาว แต่สิ่งที่อยู่ข้างในต่างหากที่สำคัญ ถ้าร่างกายของคุณมีกล้ามเนื้อไม่เพียงพอแถมยังมีไขมันมากเกินไป คุณก็อาจมีปัญหาสุขภาพตามมาได้ นั่นก็หมายความว่าการเป็นคนผอมไม่ได้หมายถึงการมีสุขภาพดีเสมอไป

 

นายแพทย์ ดร. เดวิด ฮีเบอร์ ประธานสถาบันโภชนาการเฮอร์บาไลฟ์ และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “แม้บางคนจะไม่จัดว่าอ้วนเมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ที่จริงพวกเขาอาจเป็นโรคอ้วน เพราะมีอัตราส่วนของไขมันในร่างกายสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว”

 

คนที่เป็น“โรคผอมซ่อนอ้วน” มักสวมใส่เสื้อผ้าแล้วดูดี จึงมีคนจำนวนมากที่เป็นโรคอ้วนแบบนี้ แล้วมักไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพอยู่

 

ดร. เดวิด ฮีเบอร์ เรียกภาวะนี้ว่า TOFI – Thin Outside, Fat Inside หรือผอมข้างนอกแต่อ้วนข้างใน ซึ่งแม้แต่คนที่มีดัชนีมวลกายปกติ (BMI) ก็อาจมีไขมันภายในร่างกายสูงได้อย่างน่าแปลกใจ (BMI หรือ Body Mass Index คือดัชนีวัดความอ้วนที่เป็นมาตรฐาน คำนวณได้โดยเอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงมีหน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง)

 

ปัจจุบันการวัดไขมันสามารถทำได้หลายวิธี วิธีที่แม่นยำที่สุดคือการชั่งน้ำหนักในน้ำ (Underwater Weighing) แต่วิธีนี้มีราคาแพงและต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

 

อีกทางเลือกหนึ่งในการวัดไขมันในปัจจุบัน คือการวัดค่า BIA หรือ Bioelectric Impedance Analysis โดยใช้เครื่องวัดไขมัน ซึ่งเป็นการวัดองค์ประกอบของร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้า โดยอาศัยคุณสมบัติที่แตกต่างกันระหว่างไขมันกับกล้ามเนื้อ เมื่อได้ค่าความต้านทานออกมาแล้ว เครื่องจะนำไปคำนวณโดยอาศัยปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก เพศ อายุ ฯลฯ แล้วแปลผลออกมา

 

นอกจากนี้ยังมีวิธีง่าย ๆ ที่ใช้กันทั่วไป คือใช้เครื่องวัดไขมันเฉพาะจุดซึ่งมีลักษณะเหมือนปากคีบขนาดใหญ่ คีบลงบนผิวหนังเพื่อวัดไขมันจากความหนาของผิวที่ถูกคีบขึ้น ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณหน้าท้องซึ่งมีไขมันสะสมอยู่ภายใต้  แต่วิธีนี้อาจไม่ตอบโจทย์กับการวัดได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่สามารถวัดไขมันที่อยู่ลึกลงไป หรือไขมันตามต้นขาและหน้าอกได้

 

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นพ.ดร. ฮีเบอร์ เน้นย้ำว่าเราไม่ควรกังวลกับไขมันที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ควรใส่ใจกับไขมันที่ซ่อนอยู่ภายในด้วย

 

“คนที่มีระดับไขมันในร่างกายสูงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายชนิด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น”

 

“ในความเป็นจริง ไขมันภายในร่างกายเหล่านี้ถูกซ่อนอยู่ในไขมันที่ห่อหุ้มอวัยวะสำคัญ ซึ่งจะพอกพูนต่อเนื่องไปยังกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งาน และไปอออยู่รอบหัวใจ ไขมันชนิดนี้จึงเป็นอันตรายมากกว่าไขมันภายนอกซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง แถมคนที่มีไขมันชนิดนี้ยังดูผอมด้วย” ดร. ฮีเบอร์ กล่าวเสริม

 

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอย่างไร สูง ใหญ่ อ้วน อวบ ผอม การเลือกรับประทานสิ่งที่ดีมีประโยชน์ และการออกกำลังกาย ก็สำคัญสำหรับทุกคน และนอกจากนี้ ยังควรเอาใจใส่ตรวจเช็คสุขภาพให้อยู่ในภาวะปกติด้วยค่ะ ^^ และระมัดระวัง อย่าให้เป็น โรคผอมซ่อนอ้วน  โดยไม่รู้ตัว

 

 

 

เรียบเรียงโดย EZ Riya www.eduzones.com



เมื่อ : 01 ก.พ. 2557 09:10:44
โดย : Geng

Recommended Tips!